เรียนรู้เรื่องจอบนสมาร์ทโฟน อะไรบ้างที่ควรรู้

February 3, 2015 52 0 0


          กลับมาพบกันอีกแล้ว วันนี้ขอนำเสนอเรื่องดีๆที่ควรรู้เกี่ยวกับเรื่องหน้าจอ”อีกแล้ว” จากครั้งที่แล้วที่ผมพูดถึงเรื่องของจุดสมดุลสีบนหน้าจอปรากฎว่ามีข้อถกเถียงกันเยอะมาก จึงทำให้รู้ชัดเจนเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ผู้ใช้ที่เลือกซื้อสมาร์ทโฟนก็ใส่ใจในเรื่องของหน้าจอที่นำมาใช้ด้วยเช่นกัน วันนี้ว่างยาวๆ ก็เลยขอจัดเรื่องหน้าจอกันอีกสักครั้ง โดยวันนี้จะมาเจาะลึกให้ฟังเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว หน้าจอที่ใช้ในสมาร์ทโฟนนั้น มันมีอะไรบ้าง เรียกว่าอะไร และมีความแตกต่างกันอย่างไร มาฟังกันเลยครับ

2

ความละเอียดจอ

เชื่อว่าสิ่งแรกที่ทุกคนจะดูเวลาเลือกซื้อสมาร์ทโฟนน่าจะเป็นเรื่องของความละเอียดจออย่างแน่นอน เพราะมันเป็นส่วนสำคัญว่าสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นจะแสดงผลออกมาสวยงามแค่ไหน โดยปัจจุบันนี้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนได้เลือกใช้หน้าจอที่มีความละเอียดสูงถึง 2K ด้วยกัน เรียกได้ว่าชัดละเอียดจนตาเราอาจจะมองไม่เห็นได้ไม่หมดกันเลยทีเดียว โดยสิ่งที่เราควรจะรู้เกี่ยวกับเรื่องความละเอียดหน้าจอนี้ก็คือ อัตราส่วนและหน่วยของพิกเซลนั่นเอง **ขอหยิบเอาเฉพาะความละเอียดที่ใช้ในสมาร์ทโฟนนะครับ
– ความละเอียดระดับ WVGA ความละเอียด 800 x 480 พิกเซล ส่วนใหญ่จะใช้ในสมาร์ทโฟนระดับล่างจอไม่ใหญ่มาก
– ความละเอียดระดับ FWVGA ความละเอียด 854 x 480 ถึง 960 x 540 พิกเซล ใช้กับสมาร์ทโฟนที่จอค่อนข้างใหญ่ขึ้นมานิดหน่อย แต่ยังอยู่ในราคาที่ประหยัด
– ความละเอียดระดับ HD ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ความละเอียดระดับนี้จะใช้กับสมาร์ทโฟน ส่วนแท็ปเล็ตจะใช้ 1280 x 768 ถึง 1366 x 768 พิกเซล ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับ HD อยู่ครับ
– ความละเอียดละดับ Full HD ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล เป็นความละเอียดที่ส่วนใหญ่จะใช้ในสมาร์ทโฟนระดับสูงหรือรุ่นเรือธง รวมไปถึงแท็ปเล็ตที่ราคาสูงหน่อย ปัจจุบันยังถือว่าได้รับความนิยมสูงสุดเพราะสำหรับสมาร์ทโฟนก็ถือว่าละเอียดเพียงพอแล้ว
– ความละเอียดระดับ Quad HD ความละเอียด 2048 x 1080 ถึง 2560 x 1440 พิกเซล เป็นความละเอียดที่เรียกได้ว่าสูงมากเมื่อนำมาใช้บนสมาร์ทโฟน ปัจจุบันยังถือว่าไม่จำเป็นเพราะค่อนข้างกินทรัพยากรเครื่องนั่นเอง

เมื่อรู้เรื่องความละเอียดจอแล้ว อีกสิ่งที่ต้องรู้ก็คือความหนาแน่นอนของเม็ดพิกเซล หลายๆคนอาจจะเคยเห็นคำว่า “PPI” ซึ่งคำนี้แหละครับ ย่อมาจาก Pixel Per Inch เราสังเกตุกันมั้ยครับว่าสมาร์ทโฟน 2 เครื่องที่มีความละเอียดระดับ HD เหมือนกัน แต่หน้าจอมีขนาดแแตกต่างกัน ทำให้เวลาเรามองจอความละเอียดจอก็ต่างกันไปด้วย ดังนั้นการดูแค่หน่วยหน่วยพิกเซลคงไม่พอ จำเป็นที่จะต้องมาดูค่า PPI ด้วย แน่นอนว่ายิ่งค่า PPI สูงมากเท่าไหร่ เท่ากับว่าหน้าจอของคุณก็จะละเอียดมากตามไปด้วยครับ

3

ชนิดของจอภาพ

          อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หน้าจอของสมาร์ทโฟนแต่ละเครื่องมีความแตกต่างกัน นั่นก็คือชนิดของจอภาพนั่นเอง เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนหากหลายค่ายมาก และแต่ละค่ายก็ใช้หน้าจอแตกต่างกันออกไป ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละจอก็จะมีความแตกต่างกันออกไปด้วย ดังนี้ครับ
– LCD เป็นชนิดจอที่นำมาใช้บนสมารืทโฟนและแท็ปเล็ตมากที่สุด มีความโดดเด่นตรงที่ต้นทุนไม่สูงมาก แต่ได้ภาพที่ค่อนข้างสวย ผลิตง่าย มุมมองก็กว้าง และมีสีสันที่ดูสวยเป็นธรรมชาติ ปัจจุบันมีจอที่ใช้เทคโนโลยีนี้เช่น IPS LCD และ Retina Display เป็นต้น
– LED เป็นหน้าจอที่มีความพิเศษอยู่ที่สีสันบนหน้าจอ เพราะหน้าจอชนิดนี้จะทำการเรียงหลอดไฟเล็กๆเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังกินพลังงานต่ำและมีอายุใช้งานนานกว่าจอ LCD ปัจจุบันมีจอที่ใช้เทคโนโลยีนี้เช่น Live Color LED เป็นต้น
– OLED อีกหนึ่งหน้าจอที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน เพราะเป็นชนิดหน้าจอที่มีสีภาพสดมากๆ ตอบสนองการทำงานรวดเร็ว และเป็นจอชนิดเดียวที่แสดงสีดำไดด้เป็นสีดำสนิทจริงๆ ปัจจุบันมีจอที่ใช้เทคโนโลยีนี้เช่น AMOLED และ Super Amoled เป็นต้น
– IGZO จอตัวใหม่ล่าสุดที่คิดค้นโดยบริษัท Sharp มีความโดดเด่นตรงที่ให้สีสันที่สด จัดจ้าน แต่ประหยัดไฟสุดๆ ปัจจุบันมีหน้าจอที่ใช้เทคโนโลยีนี้คือ S-CG Silicon และ Retina Display(รุ่นใหม่) เป็นต้น

4

เทคโนโลยีภาพ

หลังจากที่เรารู้แล้วว่าชนิดของหน้าจอมีอะไรบ้าง หลายคนก็อาจจะสงสัยอีกว่า ทั้งๆที่สมาร์ทโฟน 2 รุ่นใช้หน้าจอชนิดเดียวกัน แต่ทำไมภาพที่ออกมาถึงไม่เหมือนกัน นั่นเป็นเพราะว่ายังมีอีก 1 ปัจจัยที่ทำให้หน้าจอของสมาร์ทโฟนแตกต่างกันนั่นคือเรื่องของเทคโนโลยีภาพที่ถูกยัดเข้ามาใส่ในสมาร์ทโฟน เราจะเห็นได้ชัดเลยจากสมาร์ทโฟนของ Sony ตระกูล Xperia ในหลายๆรุ่นที่มีการนำเอาเทคโนโลยีภาพมายัดใส่เข้าไปไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเร่งสีภาพ Bravia Engine ที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้ Triluminos display แทนแล้ว อีกหนึ่งเทคโนโลยีนั่นก็คือเทคโนโลยีเร่งความคมชัดภาพอย่าง X-Reality เป็นต้น แต่นอกจากนี้ก็ยังมีสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆอีก แต่อาจจะเรียกเทคโนโลยีนี้ในรูปแบบของโหมดภาพ เช่นสมาร์ทโฟน Samsung ตระกูล Galaxy ที่ใช้จอ Super Amoled จะมีการปรับโหมดต่างๆให้สีหน้าจอตรงตามการใช้งานของผู้ใช้เป็นต้นครับ

5

ระบบทัชสกรีน

          นี่ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญมากๆ เพราะมันมีผลในการใช้งาน หากรุ่นไหนที่ทัชไม่ค่อยดีเราก็คงไม่อยากจะใช้กันถูกต้องมั้ยครับ ระบบทัชสกรีนนั้น มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆเท่านั้นคือ ระบบทัชแบบ Resistive รูปแบบนี้จะเป็นลักษณะแผ่นพลาสติกนำไฟฟ้า 2 ชั้น โดยเราจะต้องทัชด้วยการออกแรงสักหน่อยเพื่อให้ชั้นบนลงมาถูกชั้นล่างจึงจะสามารถใช้งานได้ ทัชแบบนี้ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว แต่ก็ยังพอมีให้เห็นบ้างกับสมาร์ทโฟนราคาประหยัดมากๆ อีกประเภทคือ ระบบทัชแบบ Capasitive รูปแบบนี้ก็จะเป็นลักษณะแผ่นพลาสติกนำไฟฟ้า 1 ชั้น และกระจกอีก 1 ชั้น ในขณะที่เราทัชที่ตัวกระจกจะเกิดค่าความต่างของประจุไฟฟ้า ทำให้กำหนดตำแหน่งที่ทัชได้โดยไม่ต้องออกแรงกด ทัชประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะใช้งานง่ายแล้วยังตอบสนองเร็วอีกด้วยครับ

6

ความสมจริงของสีจอ

          เรื่องสีของหน้าจอนั้นมันมีหลากหลายเฉดครับ ซึ่งการที่เราจะรู้ได้ว่าจอของสมาร์ทโฟนรุ่นไหนมีสีหน้าจอที่แสดงออกมาได้สมจริงที่สุดนั้นเราจะต้องวัดด้วยหน่วยวัดที่เรียกว่า “องศาเคลวิน” เป็นหน่วยวัดเฉดสีหรือจะเรียกว่าสมดุลสีก็ได้ จากภาพข้างบนจะเห็นได้ว่ามันมีอยู่หลายระดับมากๆ แต่เราจะพูดถึงในส่วนแค่ของจอสมาร์ทโฟนนะครับ สำหรับจอสมาร์ทโฟนนั้น การที่สมาร์ทโฟนมีสีจออยู่ที่ระดับ 6000K นั้นจะถือว่าสมจริงที่สุด หากต่ำกว่านี้หน้าจอก็จะออกไปทางสีอมเหลือง แต่ถ้าเยอะกว่านี้ก็จะออกไปทางอมฟ้า ดังนั้นการที่หน้าจอสมาร์ทโฟนอยู่ในระดับที่กำหนดจะมีสีออกเป็นสีขาวบริสุทธิ์ทำให้เวลาแสดงผลสีต่างๆบนหน้าจอก็จะดูเป็นธรรมชาติมากครับ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นมีน้ำอยู่ 3 แก้ว แต่ละแก้วจะมีสีของน้ำที่แตกต่างกันคือสีขาว สีเหลือง และสีฟ้า เวลาที่เราต้องการให้น้ำเปลี่ยนสีด้วยเทสีลงไปที่แก้วน้ำ แก้วน้ำที่สีขาวย่อมจะมีสีที่ไกล้เคียงกับสีที่เทลงไปมากที่สุดนั่นเองครับ เมื่อรู้ว่าจอแสดงผลของสมาร์ทโฟนต้องมีค่าสีกี่เคลวินแล้ว เรามาดูกันครับ ว่าสมาร์ทโฟนตัวไหนจะมีค่าเคลวินไกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด นั่นหมายความว่าจอนั้นจะแสดงผลออกมาได้เป็นธรรมชาติที่สุดด้วยครับ โดยผมจะเลือกมาทั้งหมด 10 รุ่น และจะมีค่าสีอยู่ระหว่าง 6000K ถึง 6999K ครับ คลิกที่นี่

7

           หวังว่าหลังจากอ่านไปแล้วก็จะทำให้เข้าใจอะไรๆเกี่ยวกับเรื่องหน้าจอได้มากขึ้นนะครับ หากเพื่อนๆอ่านแล้วหากคิดว่ามีประโยชน์ก็อย่าลืมแชร์ข่าวให้เพื่อนๆได้อ่านกันผ่าน 3 ปุ่มด้านล่างนี้นะครับ สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

Categories: Scoop
share TWEET PIN IT SHARE share share
Leave a reply

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *